
หน้าหนาวเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่เราต้องให้ความสำคัญ ลมหนาวพัดมาเมื่อไหร่ก็มักมาพร้อมกับภัยสุขภาพตามมา ยิ่งใครที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจด้วยแล้ว ยิ่งสร้างความลำบากในการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีโรคที่มีอาการใกล้เคียงกัน ทำให้หลายคนไม่แน่ใจว่าสรุปแล้วตัวเองเป็นอะไรกันแน่ ดังนั้นในวันนี้เราจึงจะมาแยก 3 โรคที่มีสัดส่วนของประชากรคนไทยเป็นเยอะในช่วงฤดูหนาวมาให้ได้เห็นถึงความแตกต่างของอาการเกิดโรค จะได้แยกและหาวิธีการรักษาอย่างเหมาะสม
เช็กให้ชัวร์เอาให้แน่อาการแบบนี้ เราเป็นอะไรนะ
3 โรคที่มีอาการใกล้เคียงกัน ได้แก่ โควิด ไข้หวัดใหญ่ และ RSV มีสิ่งที่ต้องสังเกตและแยกให้ออก ดังต่อไปนี้
1. โควิด
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีไข้ ไอ เจ็บคอ ท้องเสีย อ่อนเพลีย ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่ได้กลิ่น มีผืนบนผิวหนัง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และระคายเคืองตา โดยผู้ป่วยบางรายอาจมีเพียงแค่บางอาการ
แนวทางการป้องกันและรับมือ
- ตรวจ ATK ทุกครั้ง เมื่อพบว่าตนเองมีอาการเข้าข่ายว่าเป็นโควิด – 19
- ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด – 19 ให้ครบตามกำหนด
2. ไข้หวัดใหญ่
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ทันที หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย บางรายอาจพบอาการคัดจมูก เจ็บคอ สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงอาจพบว่าหลอดลมอักเสบและปอดบวม
แนวทางการป้องกัน
- ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะ 7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และเบาหวาน
3. RSV
ส่วนใหญ่จะมีอาการมีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ คล้ายไข้หวัด แต่ในเด็กเล็กมักพบหลอดลมฝอยอักเสบ ในกรณีที่อาการรุนแรงผู้ป่วยจะมีอาการหายใจหอบ เหนื่อย อกบุ๋ม ทานได้น้อย และซึมลง
แนวทางการป้องกันและรักษา
- เมื่อมีเด็กป่วยต้องแยกออกจากเด็กปกติจนกว่าจะหายเป็นปกติ หรืออยู่ที่ดุลพินิจของแพทย์
แนวทางการป้องกัน ทั้งโควิด – 19 ไข้หวัดใหญ่ และ RSV สามารถทำได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
เห็นหรือไม่ว่าโรคยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวอย่างโควิด – 19 ไข้หวัดใหญ่ RSV นั้นค่อนข้างมีอาการที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะการไอ มีไข้ และเจ็บคอ ดังนั้นหากพบว่าตัวเองมีอาการใกล้เคียงเหล่านี้ ควรตรวจสอบอาการอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้วินิจฉัยอย่างถูกต้องและมีวิธีการรับมืออย่างเหมาะสม และหากไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรจริง ๆ สิ่งที่ควรทำ คือ ป้องกันตัวเองอย่างมิดชิด เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อกับผู้อื่น จากนั้นให้รีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
